1747 x 666 px

น้ำคังเก้น พีเอช 8.5-9.5

         น้ำคังเก้นมีคุณสมบัติ 3 ประการที่แตกต่างจากน้ำชนิดอื่นใดในโลก :กลุ่มโมเลกุลเล็ก (Micro-clustering), มีความเป็นด่าง (alkalinity) และมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant)

         เมื่อเปิดน้ำประปาเข้าเครื่อง  จะผ่านไส้กรองในเครื่อง ทำหน้าที่กำจัดสิ่งสกปรก และสารเคมี เช่น คลอรีน   หลังจากนั้น น้ำสะอาดจะไหลเข้าไปสัมผัสกับแผ่นนำไฟฟ้า หรือที่เราเรียกว่า “เพลต” ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีจำนวนเพลตแตกต่างกัน      น้ำจะถูกแยกประจุ และไหลไปตามท่อ 2 ท่อ; ท่อที่มีพีเอชเป็นกรด เป็นน้ำ “ประจุบวก” และท่อที่มีพีเอชเป็นด่าง  เป็นน้ำ “ประจุลบ”

กลุ่มโมเลกุลเล็ก (Micro-clustering)

มีพีเอชเป็นด่าง (Alkalinity)

         โมเลกุลของน้ำ  ไม่ได้แค่ลอยอยู่เฉยๆเดี่ยวๆ  แต่จะจับกลุ่มรวมตัวกัน ซึ่งเราเรียกว่า “clusters”   และการที่โมเลกุลน้ำจับเรียงตัวกันเป็นรูปร่างต่างๆนี่เอง  ทำให้มีคุณสมบัติบางอย่างเกิดขึ้น

         เมื่อน้ำแต่ละโมเลกุลมาอยู่ใกล้ๆกัน  จะดึงดูดกัน  โดยออกซิเจนของโมเลกุลน้ำ จะดึงดูดอะตอมไฮโดรเจนของน้ำอีกโมเลกุลหนึ่ง     ถึงแม้ว่าจะไม่มีพันธะทางโมเลกุลเกิดขึ้นจริงๆก็ตาม   แต่แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของน้ำเหล่านี้ก็มีมากพอที่จะยึดโมเลกุลน้ำเข้าด้วยกัน และทำหน้าที่เหมือนเป็นโมเลกุลเดียวกัน

         น้ำส่วนใหญ่  รวมทั้งน้ำดื่มบรรจุขวด และน้ำประปา  ประกอบด้วยน้ำ 16-60 โมเลกุล/cluster   เรียกว่า Macro-Cluster

         ในระหว่างการเกิดขบวนการ ionization  น้ำที่มีกลุ่มโมเลกุลใหญ่นี้ จะแตกตัวออกเหลือ 4-6 โมเลกุล/cluster  เรียกว่า  Micro-Cluster  ซึ่งทำให้เข้าสู่เซลล์ในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ช่วยในปฏิกิริยาขับของเสียออกจากเซลล์ และนำสารอาหารเข้าเซลล์  

        เมื่อนำมาประกอบอาหาร  รสชาตของอาหารจะดีขึ้น โดยใช้วัตถุดิบและเครื่องปรุงลดน้อยลง  เนื่องจากน้ำคังเก้นสามารถดึงเอารสชาตและกลิ่นออกจากวัตถุดิบได้ดี

         คนส่วนใหญ่ไม่รู้ถึงความสำคัญในการรักษาสมดุลย์พีเอชในร่างกาย     ระดับพีเอชของเลือดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและ sensitive ที่สุด อยู่ที่พีเอช 7.365 ซึ่งไม่สามารถเพิ่มหรือลดลงกว่านี้มากนัก

         หากพีเอชของเลือดเกิดเปลี่ยนแปลง  ไม่สมดุลย์  อาจทำให้เกิดผลเสียรุนแรง  จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

         เนื่องจากระดับพีเอชของเลือดมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างยิ่งยวด    หากระดับพีเอชเปลี่ยนแปลงไปจนถึงขีดที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย     ร่างกายจะ”ละลาย” เอาเกลือแร่ที่มีความเป็นด่างออกจากส่วนอื่นของร่างกายที่มีความสำคัญน้อยกว่า  เข้ามาละลายในเลือด  เพื่อให้พีเอชของเลือดกลับสู่สมดุลย์เหมือนเดิม

         การที่ร่างกายมีกลไกเช่นนี้ (survival mode)  ก็เพื่อปกป้องตัวเองไม่ให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตในทันที  แต่มันก็เหมือนเป็นการฆ่าตัวเองอย่างช้าๆนั่นเอง  เพราะเป็นการทำให้ระบบอื่นๆของร่างกายอ่อนแอลง

         ร่างกายเริ่มที่จะต้องใช้พลังงาน และวัตถุดิบมากขึ้นในการทำงานระบบพื้นฐานต่างๆในร่างกาย   จนกระทั่งระบบโดยรวมมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและสุขภาพเสื่อมโทรม

         โชคร้ายที่ทุกวันนี้  เราเลือกใช้ชีวิตที่นำตัวเองไปสู่สภาพร่างกายที่มีความเป็นกรด  เรียกว่า Acidosis    เรานำตัวเองไปสู่การเป็นโรคเรื้อรังในอนาคต

         การดื่มน้ำด่างประจุลบ (Alkaline rich ionized water) ช่วยร่างกายที่มีสภาวะความเป็นกรดเกิน  ให้คืนกลับคืนสู่สมดุลพีเอช

มีประสิทธิภาพในการต้านอนูมูลอิสระ (Anti-Oxidant)

         น้ำคังเก้นมีก๊าซไฮโดรเจน (Active Hydrogen, Molecular Hydrogen – H2)ละลายอยู่เป็นจำนวนมาก  ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ   เนื่องจากอิเลคตรอนของก๊าซไฮโดรเจนจะถูกจ่ายให้กับอนุมูลอิสระ (Free radicals) ตัวการร้าย สาเหตุของโรคเรื้อรังทั้งหลายในปัจจุบัน

         เราสามารถใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า ORP Meter ทำการวัดค่า Oxidation Reduction Potential (ORP) ของของเหลว  ซึ่งจะบ่งบอกถึงระดับความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (ยิ่งค่า ORP ติดลบเยอะๆ  แสดงว่ามีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูง   หากค่า ORP เป็นบวก  แสดงว่าของเหลวนั้นเป็นตัวอนุมูลอิสระเสียเอง  คือก่อให้เกิดกระบวนการออกซิเดชั่น  เหมือนเหล็กที่เป็นสนิม

         น้ำคังเก้นมีค่า ORP -300 ถึง -800 (ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง  เช่น แหล่งน้ำ,ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ใช้)

 

 

ไฮโดรเจน เป็นธาตุที่มีน้ำหนักเบาที่สุด (ประกอบด้วย 1 โปรตรอน และ 1 อีเล็คตรอน) และเป็นธาตุที่มีอยู่มากมายในจักรวาล    โดยปกติไฮโดรเจนจะอยู่ในรูปแบบก๊าซ (H2)

         “ร่างกายเราประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่  และน้ำ ประกอบด้วยไฮโดรเจน 2 ส่วน และออกซิเจน 1 ส่วน     ดังนั้น  หากปราศจากไฮโดรเจน  ก็ไม่มีน้ำ  และหากปราศจากน้ำ  สิ่งมีชีวิตก็อยู่ไม่ได้

     ไฮโดรเจน จะจับกับคาร์บอน และไนโตรเจนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคาร์บอน และไนโตรเจน ก็เป็นส่วนประกอบของเกือบทุกๆโมเลกุลในร่างกาย เช่น DNA, โปรตีน, น้ำตาล, ไขมัน     จริงๆแล้ว “พันธะไฮโดรเจน” (hydrogen bond) ซึ่งเกิดจากอะตอมมากกว่า 1 ตัว มีการใช้ไฮโดรเจนร่วมกัน  เป็นหนึ่งในปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุด  ที่ทำให้โมเลกุลในทางชีวภาพ  มีคุณสมบัติและคุณลักษณะอย่างที่มันเป็นอยู่

      ดังนั้น  ทุกๆสิ่งที่เราเห็น จะมีไฮโดรเจนอะตอม สร้างพันธะกับอะตอมอื่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างระดับโมเลกุล… และตัวเราก็เช่นเดียวกัน “

สมดุลย์พีเอช

         pH ย่อมาจากคำว่า “power of Hydrogen”

” pH 7 เป็นกลาง หมายถึง มีปริมาณความเข้มข้นของ ไฮโดนเจนไอออน (H+) เท่ากับ ไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) “

      ดังนั้น  พีเอช เป็นการวัดความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน   โดยค่าพีเอชเริ่มตั้งแต่ 1 – 14    โดยพีเอช < 7 เป็นพีเอชกรด  และพีเอช > 7 เป็นพีเอชด่าง       ในร่างกายของมนุษย์และสัตว์  จะต้องมีสมดุลย์พีเอช เพื่อให้เซลล์แข็งแรง และทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง

การดื่มน้ำคังเก้นเพื่อให้ได้ผลต่อสุขภาพ

      ในการดื่มน้ำคังเก้นเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ  จะต้องดื่มให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ

ปริมาณ : คือต้องดื่มตามน้ำหนักตัว  โดยปริมาณที่เหมาะสมคือ

         [นน.ตัว (กก.)/2] x 100 = ปริมาณที่ควรดื่ม (มล.)/วัน

เช่น  ผู้ที่มีน้ำหนัก 60 กก.  ปริมาณน้ำคังเก้นที่ควรดื่ม/วัน  คือ

           (60/2) x 100 = 3000 มล./วัน

คุณภาพ : คือ  ควรดื่มน้ำคังเก้นที่กดจากเครื่องสดๆจะดีที่สุด  เนื่องจากคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยเรื่องสุขภาพ  คือ คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ  ต้านการอักเสบ อันเกิดจากก๊าซไฮโดรเจนที่ละลายอยู่ในน้ำคังเก้น และค่า ORP(-) ซึ่งจะสูญเสียคุณสมบัตินี้ภายใน 2 วัน     ส่วนคุณสมบัติด้านพีเอชที่เป็นด่างและกลุ่มโมเลกุลเล็ก จะอยู่ได้นานกว่า คือประมาณ 7 วัน   ดังนั้น  จึงควรกดดื่มสดๆดีที่สุด   แต่หากจำเป็นต้องใส่กระติกไปดื่มนอกบ้าน  ก็ควรดื่มให้หมดภายใน 2 วัน

Rich Message (1)

อาการซ่านพิษ

      บางครั้งจะพบว่า  ผู้ที่ดื่มน้ำคังเก้นบางคนมีอาการ “Healing Crisis” หรือที่เรียกว่า อาการดีท๊อกซ์ หรือ ซ่านพิษ     ซึ่งเกิดจากร่างกายขับสารพิษ และของเสียที่เป็นกรดที่สะสมอยู่ในเซลล์ออกมา     ตัวอย่างอาการซ่านพิษที่เกิดขึ้น  เช่น ปวดศีรษะ, ผื่นคัน, ท้องเสีย, ไอ เป็นต้น    หากผู้ใดเกิดอาการ Healing Crisis นี้  ให้ลดปริมาณน้ำคังเก้นที่ดื่มลงครึ่งหนึ่ง หรือเหลือ 1 ใน 4  จนกระทั่งอาการ Healing Crisis หายไป  แล้วจึงดื่มน้ำคังเก้นในปริมาณเท่าเดิม     ไม่แนะนำให้หยุดดื่มน้ำคังเก้น ในกรณีที่เกิด Healing Crisis  เพราะการหยุดดื่มทันทีอาจมีผลต่อร่างกาย     วิธีที่ดีที่สุดคือ  ให้ดื่มต่อไปแต่ลดปริมาณลงมา   ถ้าอาการไม่ดีขึ้น  แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

      ผู้ที่เริ่มต้นดื่มน้ำคังเก้นเป็นครั้งแรก  ควรเริ่มจากพีเอช 8.5   1 อาทิตย์ แล้วเพิ่มเป็น 9.0   1 อาทิตย์  แล้วจึงดื่มที่ระดับพีเอช 9.5 ต่อเนื่องไป