คุณมีเชื้อโรคที่เป็นอันตรายนี้ในร่างกายหรือไม่? แต่เอ๊ะ!…น้ำ 2.5 ช่วยได้นะ

         Candida เป็นเชื้อรา (ยีสต์) ชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในร่างกาย       ในร่างกายที่แข็งแรง  Candida จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาใด ๆ   แต่เมื่อ Candida มีการเจริญเติบโตมากเกินไป  อาจทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า candidiasis       Candidiasis สามารถนำไปสู่อาการต่างๆ  เช่น เชื้อราในปาก (Oral Thrush), ท้องอืด, อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง, ภาวะซึมเศร้าและ IBS (Irritable Bowel Syndrome)

 

Candidiasis

         Candidiasis เป็นโรคในศตวรรษที่ 20   ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาทางการแพทย์  เช่น ยาปฏิชีวนะ, ยาคุมกำเนิด, ยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร และการใช้ฮอร์โมนทดแทน (HRT)   และสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อายุยังน้อย  เมื่อเด็กได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเป็นครั้งแรก (การติดเชื้อในหูและลำคอ)

Candidiasis คือการติดเชื้อราที่เกิดจากยีสต์  ที่เรียกว่า Candida albicans
เชื้อราชนิดนี้มักมีอยู่ในปาก, ลำคอ, ทางเดินอาหาร และบริเวณอวัยวะเพศ     นอกจากนี้ยังสามารถมีอยู่บนผิวหนัง       ภายใต้สถานการณ์ปกติ  เชื้อราจะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงใด ๆ ต่อร่างกาย  เนื่องจากจำนวนของเชื้อราจะถูกควบคุมโดยแบคทีเรียอื่น ๆ     อย่างไรก็ตามเมื่อเชื้อราทวีคูณขึ้น  นั่นคือเกิด candidiasis ขึ้น      โรค Candidiasis มักเกิดในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ    หากไม่ได้รับการรักษา  อาการติดเชื้ออาจร้ายแรงได้       Candidiasis สามารถเกิดขึ้นในเลือด  และอาจส่งผลต่ออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายรวมถึงสมอง

      แม้ว่า candidiasis หรือการเจริญเติบโตของยีสต์   โดยทั่วไปมักถูกมองข้ามโดยสถานพยาบาล  เนื่องจากอาการของโรคนี้คล้ายกับอาการอื่น ๆ     อย่างไรก็ตาม  แพทย์ทางเลือกตระหนักถึงความร้ายแรงของ candidiasis   และในกรณีที่การแพทย์แผนปัจจุบันมักไม่ได้ผลในการรักษา candidiasis     วิธีการทางเลือกต่าง ๆ ให้ความหวังอย่างมากต่อความสำเร็จ

      ทุกคนมีเชื้อราแคนดิดาซึ่งเป็นรูปแบบของยีสต์ (Candida Albicans) อยู่ในร่างกาย    โดยปกติจะอยู่ที่ลำไส้ส่วนล่าง, ช่องคลอด และผิวหนัง     ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง และมีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานได้ดี จะไม่เป็นอันตราย  และถูกควบคุมโดยแบคทีเรีย “ดี” ที่เรียกว่า Bifidobacteria และ Acidophilus     แต่ถ้าความสมดุลของสภาพแวดล้อมในลำไส้ถูกเปลี่ยนแปลง  โดยระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ หรือปัจจัยอื่น ๆ    เชื้อราแคนดิดาที่ฉวยโอกาส  จะแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่ออื่น ๆ ของร่างกาย     เชื้อราแคนดิดาจะกลายเป็นเชื้อก่อโรค  โดยเปลี่ยนจากยีสต์ธรรมดาไปเป็นเชื้อรา (mycelial) ที่ก้าวร้าว  ซึ่งสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพได้อย่างรุนแรง ภาวะนี้เรียกว่า “candidiasis”

         ตามที่ นพ. James Braley ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของ Immuno Labs, Inc. ในฟอร์ต ลอเดอร์เดล รัฐฟลอริดา กล่าวว่า  เชื้อราแคนดิดา  ดูเหมือนจะซึมผ่านเยื่อบุเยื่อเมือกในระบบทางเดินอาหาร  และผ่านเข้าในกระแสเลือด       “เมื่อเชื้อราแคนดิดาเกิดขึ้นในร่างกายสารก่อภูมิแพ้จะสามารถซึมเข้าไปในเลือดได้ง่ายขึ้น  ซึ่งจะก่อตัวเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่  และยังส่งเสริมปฏิกิริยาการแพ้อาหารด้วย และเนื่องจากอาการของปฏิกิริยาการแพ้อาหาร และอาการที่เกิดจากเชื้อราแคนดิดา มักจะมีความสัมพันธ์กัน    นพ. James Braley จึงเน้นย้ำว่าโดยปกติแล้ว candidiasis ควรได้รับการรักษาร่วมกับอาการแพ้อาหาร

 

         อาการที่เกิดจาก Candida
  •  ปวดท้องบ่อย และมีปัญหาในการย่อยอาหาร
  •  ปัญหาผิวหนัง (การติดเชื้อที่ผิวหนัง, กลาก, โรคสะเก็ดเงิน, สิว)
  •  ภาวะสมองล้า (Brain Fog Syndrome) / มีปัญหาในการจดจ่อสมาธิ
  •  เหนื่อย และอ่อนเพลียอย่างต่อเนื่อง
  •  ความวิตกกังวล
  •   อารมณ์เเปรปรวน
  •  โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)
  •  ระเบิดความโกรธ
  •  หงุดหงิด
  •  ปวดหัว
  •  มีความอยากน้ำตาล, ขนม และขนมปังมาก
  •  คันตามผิวหนัง

        การมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตามรายการข้างต้นไม่ได้แปลว่าคุณเป็นโรค Candidiasis    แต่การมีอาการเหล่านี้หลายอย่าง  อาจเป็นสัญญาณของการเจริญเติบโตของ Candida หรือการแพ้อาหาร  ซึ่งมีอาการคล้ายกัน

Candida เป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดในบรรดาเชื้อโรคทั้งหมดที่สามารถเข้ายึดครองลำไส้ของคุณหลังจากได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ 
มันเป็นสิ่งมีชีวิตตระกูลผัก    เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ “molds (เชื้อรา)”       ยีสต์ เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดในโลก   พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ไม่มีคลอโรฟิลล์     ยีสต์มีหลายประเภท   มีอยู่ทั่วไปบนใบไม้ และดอกไม้, บนผิวหนัง และทางเดินในลำไส้ของสัตว์       ประเภทของยีสต์ที่เราใช้ทำขนมปัง หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นแตกต่างกันกับ Candida       ยีสต์เหล่านั้นเป็นยีสต์อาหาร            Candida ไม่ใช่ยีสต์อาหาร    ไม่อนุญาตให้ใช้ในการทำขนมปัง หรือเบียร์       Candida เป็นยีสต์ที่ทำให้เกิดโรค 

 

Candida จัดอยู่ในประเภท “dimorphic” ซึ่งหมายความว่า  สามารถมีชีวิตอยู่ หรืออาศัยอยู่ใน 2 สถานะ หรือรูปแบบที่แตกต่างกัน              ในฐานะที่เป็น “ยีสต์มันเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว   มีสปอร์ขนาดใหญ่  กลม  หนา  มีรูปร่างคล้ายไข่ไก่     มันสืบพันธุ์แบบไม่ใช้เพศ   แต่แพร่พันธุ์โดย “การแตกหน่อ”     คุณเคย buds (ตาต้นไม้) ที่ขึ้นบนกิ่งก้านของต้นไม้หรือไม่?     Candida มีลักษณะคล้ายกัน       เมื่อโตขึ้นจะมีลักษณะคล้ายพวงองุ่น    เมื่อมันแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปมากขึ้นซึ่งจะทำให้เกิด “buds” จำนวนมากขึ้น     นี่คือวิธีที่ Candida ปรากฏในรูปแบบหรือสถานะอื่นซึ่งก็คือ “เชื้อรา (fungal)”   ซึ่งดูเหมือนลูกปัดเล็ก ๆ จำนวนมากที่ร้อยเข้าด้วยกัน                                             เช่นเดียวกับมียีสต์ที่ปลอดภัย  ก็มีเชื้อราที่ปลอดภัยด้วย     เห็ดเป็นตัวอย่างของเชื้อราซึ่งไม่ก่อให้เกิดโรค    การรับประทานเห็ดจะไม่ทำให้เกิดเชื้อราแคนดิดา

 

Candida กินน้ำตาลและไขมันบางอย่างในแบบที่สัตว์ทำ     มันชอบสภาพแวดล้อมที่มืด  อบอุ่น และชื้นของลำไส้     มันยึดติดกับผนังลำไส้และเมื่อมันอยู่ในรูปของเชื้อราจะพยายามฝังตัวเองให้ลึกลงไปในเยื่อบุลำไส้ของคุณ     มันจะหยั่งราก (เหมือนวัชพืช) ขุดเข้าไปในเยื่อบุลำไส้ของคุณเพื่อหาอาหาร     เมื่อทำเช่นนี้  จะทำให้เกิดการติดเชื้อ และความเจ็บป่วยในร่างกายของคุณ

         Candida albicans เป็นสิ่งมีชีวิตประเภท dimorphic   ซึ่งหมายความว่า  ภายใต้สภาวะปกติจะเป็นยีสต์ที่ใช้พลังงานจากการหมักน้ำตาล     ใน pH ที่เป็นกรด หรือเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของเราอ่อนแอลง  มันจะเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของเชื้อรา และกลายเป็นเชื้อก่อโรค (ก่อให้เกิดโรคเป็นอันตราย) ภาวะนี้เรียกว่า candidiasis (Candida overgrowth)     จากนั้นจะทำให้วงจรที่นำไปสู่การป้องกันของร่างกายอ่อนแอลงมากขึ้น   ซึ่งจะช่วยให้ candida แพร่กระจายได้มากขึ้นอีก

      เมื่อการปกป้องจากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ และเยื่อบุลำไส้บกพร่อง    การแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตรายจะเริ่มขึ้น (dysbiosis)       Candida จะเปลี่ยนตัวเองจากรูปแบบยีสต์ที่ไม่เป็นอันตราย  ไปเป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรค  ซึ่งเรียกว่า candidiasis     ยาปฏิชีวนะมีส่วนทำให้สถานการณ์นี้เกิดมากขึ้นเป็น 2 เท่า    เพราะยาปฏิชีวนะจะฆ่า หรือปราบปรามแบคทีเรียที่มีประโยชน์หลายชนิดในลำไส้ (ร่วมกับแบคทีเรียที่ก่อโรคในร่างกาย)   และยังเป็นปัจจัยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อราแคนดิดา

 

อันตรายจากการเติบโตของเชื้อราแคนดิดาที่ไม่สามารถควบคุมได้
      เมื่อการเจริญเติบโตของ Candida ไม่สามารถควบคุมได้    สิ่งต่อไปนี้จะเกิดขึ้น: ประการแรก  สารที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาทางชีวเคมีต่างๆของเชื้อรา และ / หรือ สารพิษ  จะรบกวนการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด    จากนั้นเชื้อราจะเติบโตด้วยโครงสร้างที่มีลักษณะเป็นเส้นยาว (rhizoids)   ซึ่งสามารถแทรกซึมเข้าไปในชั้นเซลล์ด้านบนของผนังลำไส้   ทำให้เกิดอาการคล้ายกับอาการของ Irritable Bowel Syndrome

Leaky Gut Syndrome (ลำไส้รั่ว)

         เมื่อเวลาผ่านไป rhizoids สามารถทะลุผนังลำไส้ และทำให้เกิดการอักเสบ และมีรูพรุน   ทำให้เกิดอาการ Leaky Gut Syndrome ความเสียหายต่อลำไส้จากเชื้อราแคนดิดา  มาจากกระบวนการทางชีวเคมีที่บกพร่องในเซลล์ของเยื่อบุลำไส้  และความเสียหายทางกายภาพที่เกิดจากการแพร่กระจายของ rhizoids       ในขั้นตอนต่อไป rhizoids จะทำลายกำแพงกั้นระหว่างลำไส้ และระบบไหลเวียนโลหิต  ซึ่งในกรณีนี้ candida สามารถเข้าสู่กระแสเลือด และแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย (Systemic candida)       Candida สามารถบุกรุกอวัยวะ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่การป้องกัน (ทางร่างกายและภูมิคุ้มกัน) อ่อนแอลง

         Leaky Gut Syndrome ถือเป็นสาเหตุของความผิดปกติของลำไส้  และมีแนวโน้มว่าจะเป็นระยะของ candidiasis ที่ก่อให้เกิดการแพ้อาหาร, เกิดความไวต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก, โรคภูมิแพ้ และโรคหอบหืด

อาการ Candidiasis ในผู้ชาย

         การติดเชื้อรา Candida ในผู้ชาย  ถือได้ว่าเป็นแบบไม่มีอาการ  เนื่องจากแทบไม่ก่อให้เกิดอาการทางกายภาพ   เมื่อเปรียบเทียบกับการติดเชื้อยีสต์ในเพศหญิง     แต่เมื่อมีอาการ  จะมีอาการ  เช่น การระคายเคือง และการอักเสบของบริเวณส่วนหัวของอวัยวะเพศ  ซึ่งอาจมาพร้อมกับความเจ็บปวดและอาการคัน     อวัยวะเพศอาจมีแผลพุพองขนาดเล็กเกิดขึ้น  มีสิ่งไหลออกมาสีขาวๆ, แผล และความรู้สึกแสบร้อน  เป็นอาการอื่น ๆ ของ candidiasis ที่อวัยวะเพศในผู้ชาย

 

      Candidiasis สามารถส่งผลกระทบต่อส่วนต่างๆของร่างกายที่ห่างจากการตั้งรกรากของ candida ในระบบทางเดินอาหาร และช่องคลอด       อาการของโรคนี้ครอบคลุมในวงกว้าง  และภาวะนี้อาจทำให้เกิดโรคได้หลายอย่าง  ตั้งแต่โรคภูมิแพ้, ช่องคลอดอักเสบ และเชื้อรา (เชื้อราในปากหรือช่องคลอด) ไปจนถึงอาการที่อวัยวะเพศ – ทางเดินปัสสาวะ, ตา, ตับ หัวใจ หรือระบบประสาทส่วนกลาง       ที่เป็นอันตรายที่สุด candidiasis มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรค autoimmune เช่น; โรคแอดดิสัน และโรคเอดส์       อาการอื่น ๆ ของ candidiasis ตามที่ Dr Braley กล่าว  รวมถึงปัญหาทางเดินอาหาร  เช่น ท้องอืด, ตะคริว, แก๊ส และท้องร่วง   ปัญหาระบบทางเดินหายใจ, ไอ, หายใจหอบ, ปวดหู, ความไม่สมดุลของระบบประสาทส่วนกลาง, ความเมื่อยล้าทั่วไป และการสูญเสียความรู้สึกทางเพศ

สาเหตุของ Candidiasis

         เนื่องจาก candidiasis มีอาการหลายอย่าง  ร่วมกับเงื่อนไขอื่น ๆ    จึงต้องวินิจฉัย candidiasis โดยการตรวจสอบปัจจัยจูงใจ (predisposing factors) ในประวัติทางการแพทย์ของคนไข้       Leon Chaitow, N.D. , D.O. จากกรุงลอนดอน  ประเทศอังกฤษ  ประกาศว่าผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็น candida เติบโตมากเกินไป  มักมีประวัติทางการแพทย์ คือ:
         ใช้ยาฮอร์โมนสเตียรอยด์  เช่น คอร์ติโซน หรือคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งใช้สำหรับสภาพผิว  เช่น ผื่นคัน, กลาก หรือโรคสะเก็ดเงิน     การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน หรือซ้ำ ๆ   ซึ่งมักใช้สำหรับการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และหู, ไซนัสอักเสบ, หลอดลมอักเสบ และการติดเชื้ออื่น ๆ     ยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร  เช่น “Tagamet” และ “Zantac” หรือยาเม็ดคุมกำเนิด     ความเจ็บป่วยบางอย่าง  เช่น โรคเบาหวาน, มะเร็ง และโรคเอดส์  สามารถเพิ่มความไวต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราแคนดิดา

         ผู้หญิงหลายคนติดเชื้อราในช่องคลอด  ซึ่งทำให้เกิดตกขาวข้น  ร่วมกับอาการคัน และแสบร้อน       การติดเชื้อยังสามารถเกิดในปาก  ในรูปแบบของแผลสีขาวที่ลิ้น, เหงือก และด้านในของแก้ม

         ทั้งชายและหญิงมีความอ่อนไหวต่อ candidiasis       มารดาที่ให้นมบุตร  สามารถส่งต่อการติดเชื้อไปยังทารกผ่านทางน้ำนมแม่      การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เกิดได้ยากมาก

         ดังที่ Leyardia Black, ND จาก Lopez Island, Washington ชี้ให้เห็นว่า “Candidiasis เป็นโรคในศตวรรษที่ 20   ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการพัฒนาทางการแพทย์  เช่น ยาปฏิชีวนะ, ยาคุมกำเนิด และการบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจน   และอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเด็กได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเป็นครั้งแรก”       ดร. Chaitow เห็นด้วยว่า “ผู้หญิง 35% ที่ใช้ยาคุมกำเนิด  มีอาการที่เกี่ยวข้องกับช่องคลอดอักเสบเฉียบพลันจาก candidiasis     และยังมีอีกหลายคนที่มีหลักฐานชัดเจนน้อยกว่า  ว่ายีสต์เจริญเติบโตมากเกินไปเนื่องจากความสามารถในระบบภูมิคุ้มกันจะค่อยๆอ่อนแอลงโดยการโจมตีของฮอร์โมน”

         Murray Susser, MD จากซานตาโมนิกา  แคลิฟอร์เนีย  ชี้ให้เห็นว่า  เนื่องจากการติดเชื้อยีสต์เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายทางช่องคลอดและยีสต์จะก่อให้เกิดโรคด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน    ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นเชื้อรา       นอกจากนี้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ก็มีความเสี่ยง  เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนกระตุ้นให้เชื้อราเกิดการเจริญเติบโตมากเกินไป       เมื่อผู้ชายเกิด candidiasis   มักเกิดจากยาปฏิชีวนะ, การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมาก หรือการที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากความเจ็บป่วย, สารพิษ และความเครียด

 

         บ่อยครั้งที่ candidiasis เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังที่ ดร. Chaitow อธิบายว่า  “บ่อยครั้งที่มีเหตุปัจจัยมากกว่า 1 อย่าง      ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา  ผู้ป่วยอาจได้รับยาปฏิชีวนะหลายชนิดในการรักษาโรคต่างชนิดกัน  ในขณะที่มีการใช้สเตียรอยด์ หรือฮอร์โมนด้วย  ซึ่งอาจอยู่ในรูปของยาเม็ดคุมกำเนิด       หากผู้ป่วยทานอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาลด้วย    เชื้อราแคนดิดาก็มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายเกินขอบเขตปกติไปสู่พื้นที่อื่นๆในร่างกาย”

         การรับประทานยาปฏิชีวนะ หรือสเตียรอยด์เป็นเวลานาน  หรือการมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ   อาจทำให้เกิดเชื้อราได้     แม้แต่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือขาดธาตุเหล็ก  ก็มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อนี้

         ดร. Chaitow ชี้ให้เห็นว่า  เมื่อระบบภูมิคุ้มกันถูกยับยั้งอย่างสมบูรณ์เช่นในโรคเอดส์    ยีสต์จะแพร่กระจายอย่างอิสระ และตั้งรกรากในร่างกาย และกระแสเลือด  ซึ่งนำไปสู่ภาวะโลหิตเป็นพิษ (septicemia)       ในกรณีที่รุนแรงน้อยกว่า แต่เกิดขึ้นบ่อยกว่าก็คือ  ระบบภูมิคุ้มกันจะถูกยับยั้งชั่วคราว และเซลล์ T-helper (ลิมโฟไซต์ที่ผ่านเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อ) จะถูกทำลาย       การกดภูมิคุ้มกันดังกล่าว  อาจเกิดจากหลายปัจจัยเช่น  การรับประทานอาหารที่ไม่ดี  รวมถึงการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลง และใส่สารกันบูด, การใช้แอลกอฮอล์, เคมีบำบัด, การฉายรังสี, การสัมผัสสารพิษในสิ่งแวดล้อม, ยาปฏิชีวนะที่ทำร้ายหรือทำลาย T-cells และความเครียด     ดังนั้น  จึงเป็นเหตุให้การติดเชื้อฉวยโอกาส และยีสต์เติบโต

Antibiotics (ยาปฏิชีวนะ)

         ดร. Sausser กล่าวว่า  ยาปฏิชีวนะอาจเป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดเพียงสาเหตุเดียวของ candidiasis   เนื่องจากการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ  จะฆ่าแบคทีเรียที่ “ดี” ที่ทำให้เกิดสมดุลทางเคมีในลำไส้  รวมทั้งแบคทีเรียที่ “ไม่ดี” ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ       ทั้ง acidophilus และ bifidobacteria ผลิตสารต้านเชื้อรา และต้านเชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการควบคุมยีสต์       หนึ่งในกิจกรรมของแบคทีเรียที่ดีคือ  การผลิตวิตามินบี  ไบโอติน  ซึ่งควบคุมยีสต์     เมื่อขาดไบโอติน  อันเป็นผลมาจากความเสียหายที่เกิดจากยาปฏิชีวนะต่อ acidophilus, bifidobacteria และระบบนิเวศของจุลินทรีย์    ยีสต์จึงมีโอกาสที่จะเปลี่ยนจากรูปแบบยีสต์ธรรมดา  ไปเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งเป็นเชื้อราที่ไมซีเลียล (mycelial ( vegetative ) fungus)

         ยาปฏิชีวนะ  สามารถทำให้สภาพแวดล้อมในลำไส้เปลี่ยนแปลง  เกิดความไม่สมดุลที่แคนดิดาต้องการ  จึงเปลี่ยนเป็นรูปแบบไมซีเลียล ดร. Chaitow อธิบายว่า “Candida จะหลั่งรากเล็กๆลง  ซึ่งจะเจาะเข้าไปในเนื้อเยื่อที่ยีสต์กำลังเจริญเติบโต    เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นกับผนังด้านในของลำไส้  มันจะทำลายสิ่งกีดขวางซึ่งมีอยู่ระหว่างระบบปิดของลำไส้และ ร่างกาย       เศษสารพิษ, ของเสียจากยีสต์ และโปรตีนที่ย่อยแล้วบางส่วน  จะเข้าสู่กระแสเลือด  ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการแพ้ และเป็นพิษ”

         โดยปกติแล้ว bifidobacteria และ acidophilus ในลำไส้  จะสามารถทนต่อยาปฏิชีวนะระยะสั้น ๆ ได้โดยไม่เป็นอันตรายร้ายแรง อย่างไรก็ตาม  หากการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นประจำ หรือเป็นเวลานาน  เช่นในการรักษาสิว หรือการติดเชื้อ    การแพร่กระจายของเชื้อราแคนดิดาจะกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้     “วัฏจักรที่เลวร้ายอาจเกิดขึ้นได้    ยาปฏิชีวนะจะเปลี่ยนความสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ และกดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย      บุคคลที่มีภูมิคุ้มกันที่ถูกยับยั้ง  จะมีความเสี่ยงมากกว่า   ไม่เพียงแต่เชื้อราเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย  ซึ่งก็จะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ และจะเพิ่มการเติบโตของแคนดิดาไปเรื่อย ๆ” ดร. Chaitow กล่าว

      นักวิจัยจาก Agency for Science, Technology and Research’s (A * STAR) Institute of Molecular and Cell Biology (IMCB) ได้ค้นพบกลไกระดับโมเลกุลใหม่  ที่ให้ความเข้าใจโดยละเอียดมากขึ้น  เกี่ยวกับวิธีการที่เชื้อรา ที่คล้ายดอกเตอร์ Jekyll ที่ไม่เป็นอันตราย ที่เรียกว่า แคนดิดา อัลบิแคน  กลายร่างเป็น      มิสเตอร์ไฮด์ที่ร้ายแรง และมักเป็นอันตรายถึงชีวิต
      C. albicans อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่ร้ายแรงในปาก, เลือด และเนื้อเยื่ออื่น ๆ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ในผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัดมะเร็ง หรือการฉายรังสี หรือผู้ที่เป็นโรคเอดส์ หรือโรคอื่น ๆ ที่ทำลายภูมิคุ้มกันของบุคคล

     

      ในเอกสารสองฉบับที่ตีพิมพ์ในวารสาร Developmental Cell และในวารสาร EMBO     ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่นำโดย Wang Yue นักวิจัยหลักของ IMCB   ได้เปิดเผยกลไกที่ไม่รู้จักมาก่อน  ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการติดเชื้อ C. albicans

      เชื้อราเริ่ม ‘โจมตี’ ผู้ป่วยโดยการเปลี่ยนจากรูปร่างไข่  เป็นรูปแบบเส้นใย  ซึ่งมีเส้นบาง ๆ คล้ายเกลียวโผล่ออกมาจากตัวเซลล์     ทีมงานของ Wang ซึ่งศึกษา C. albicans มานานกว่า 7 ปี  มีหน้าที่รับผิดชอบในการระบุโปรตีน “ตัวควบคุม” หลักที่เรียกว่า Hgc1 ในปี พ.ศ. 2004

         “คอนโทรลเลอร์” นี้  ทำหน้าที่เหมือนตัวควบคุม และบอกเชื้อราว่า  เมื่อใดควรเริ่มการเปลี่ยนแปลงจากรูปไข่ที่ไม่เป็นอันตราย  เป็นรูปแบบใยที่ติดเชื้อ ………

     

      การทดสอบทางการแพทย์ได้รับการพัฒนาขึ้น    มีการทดสอบโดย  หลังจากข้ามคืน  บุคคลจะได้รับน้ำตาลบริสุทธิ์ 100 กรัม     ตัวอย่างเลือดถูกนำมาตรวจสอบ  ทั้งก่อนการบริโภคน้ำตาล และหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น   โดยจะถูกตรวจวัดแอลกอฮอล์       แอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้น  บ่งบอกถึงความเป็นพิษจากยีสต์ (“เปรียบเหมือนโรงบ่มเบียร์อัตโนมัติ”)    พบความเชื่อมโยงระหว่างแอลกอฮอล์กับ candidiasis       ในการศึกษาผู้ติดสุรา 213 รายที่ศูนย์พักฟื้นในมินนิอาโปลิส    ผลการทดสอบ ระบุว่า candidiasis เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยของโรคพิษสุราเรื้อรัง  ซึ่งเป็นผลจากปริมาณน้ำตาลที่สูงในแอลกอฮอล์  และการที่ผู้ติดสุราไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้       นอกจากนี้  ผู้ติดสุราหญิงที่เป็นโรค candidiasis ยังมีอาการป่วยมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ติดสุราที่เป็นโรค candidiasis

         อาการหลายอย่างที่แสดงในโรคพิษสุราเรื้อรังเช่น  การนอนไม่หลับ, ภาวะซึมเศร้า, การสูญเสียความรู้สึกทางเพศ, ปวดหัว, ไซนัสอักเสบ, น้ำมูกที่ไหลลงคอ, การย่อยอาหาร และลำไส้ผิดปกติ  จะทับซ้อนกับผู้ที่มีอาการจากเชื้อราแคนดิดามากเกินไป       เห็นได้ชัดว่าการดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มระดับน้ำตาลในร่างกาย     แต่นิสัยอื่น ๆ ของผู้ติดสุราก็มีผลเสียเช่นกัน     ผู้ติดสุราจำนวนมากมักจะสูบบุหรี่  จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจซึ่งรักษาด้วย … ยาปฏิชีวนะ!

การรักษา Candidiasis

         การรักษา candidiasis ให้ประสบความสำเร็จ  ก่อนอื่นต้องลดปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเชื้อรามากเกินไป    ประการที่สอง  การทำงานของภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยต้องได้รับการเสริมสร้าง       อาหารเสริม, โภชนาการ, ยาสมุนไพร, อายุรเวช และการฝังเข็ม  เป็นทางเลือกที่แพทย์ทางเลือกใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้

อาหาร :

         เพื่อที่จะเอาชนะ candidiasis    ต้องหลีกเลี่ยงน้ำตาลในทุกรูปแบบ ซึ่งได้แก่ ซูโครส, เดกซ์โทรส, ฟรุกโตส, น้ำผลไม้, น้ำผึ้ง, น้ำเชื่อมเมเปิ้ล, กากน้ำตาล, ผลิตภัณฑ์จากนม (ซึ่งมีแลคโตส) ผลไม้ส่วนใหญ่ (ยกเว้นผลเบอร์รี่) และมันฝรั่ง (ซึ่งแป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล)       ดร. แบล็กกล่าวว่า “ในการรักษาแคนดิดา   ข้อห้ามในการบริโภคอาหารพื้นฐานของผมคือ  ขนมหวาน, แอลกอฮอล์ และคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี”       ผู้ป่วยโรค candidiasis หลายคนมีอาการแพ้ และรู้สึกไวต่ออาหารต่างๆ     แม้ว่ายีสต์ candida albicans จะไม่เหมือนกับยีสต์ในอาหารเช่น  ขนมปัง   แต่มักเกิดปฏิกิริยาการแพ้ข้ามสายพันธ์  ระหว่างยีสต์อาหารกับแคนดิดา     ด้วยเหตุนี้  จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีหรือส่งเสริมยีสต์  เช่น ขนมอบ, แอลกอฮอล์ และน้ำส้มสายชู   จนกว่าจะมีการวินิจฉัยอาการแพ้อย่างชัดเจน

         จากข้อมูลของ Dr. Susser ระบุว่า  น้ำตาลในอาหารมีส่วนทำให้เชื้อรา Candida เติบโตมากเกินไป       เมื่อกินน้ำตาลเข้าไป  จะเกิดการหมักในลำไส้  และสร้างสารพิษที่เรียกว่า Acetaldehyde ซึ่งมีผลต่อการทำงานทางสรีรวิทยาทั้งหมดของร่างกาย   รวมถึงกระบวนการย่อยอาหารและฮอร์โมน       ยีสต์เจริญเติบโตด้วยน้ำตาล  ดังนั้น  อาหารที่มีน้ำตาลสูงจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิด candidiasis

         ดร. แบล็กกล่าวว่า  ผู้ป่วยบางรายของเธอมีความไวต่อยีสต์มาก  และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มียีสต์     เพื่อทดสอบความไวดังกล่าว  เธอห้ามผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มียีสต์ทั้งหมดเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์    จากนั้นเธออนุญาตให้ทานอาหารดังกล่าวทีละรายการ     หากอาการเกิดขึ้นอีกครั้ง  ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มียีสต์อย่างเด็ดขาด       ในทำนองเดียวกัน Dr Braly ใช้วิธีอาหารหมุนเวียน    เมื่อสงสัยว่าแพ้อาหารชนิดใด   เขาจะให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงอาหารที่สงสัยว่าแพ้  และรับประทานอาหารที่ไม่แพ้หมุนเวียนกันไปทุก 4 วันขึ้นไป    จากนั้นคนไข้จะได้รับอนุญาตให้รับประทานอาหารที่ต้องสงสัยในภายหลัง  หลังจากสามถึงหกเดือน  เพื่อดูว่ามีอาการกระตุ้นหรือไม่       เชื้อราจำพวก Molds เป็นอีกลักษณะหนึ่งของการมีความไวต่อเชื้อราแคนดิดา ซึ่งรวมถึง Molds ที่พบในชีส, องุ่น, เห็ด และอาหารหมัก และเชื้อราในสิ่งแวดล้อมที่พบในสภาพอากาศที่เปียกชื้น, ในห้องใต้ดินที่ชื้น, ในพืช และกลางแจ้ง      Molds และยีสต์ ยังสามารถแลกเปลี่ยนรูปแบบกันได้   ดังนั้น  จึงควรหลีกเลี่ยง Molds ที่กินได้ที่พบในชีส และอาหารหมักดอง       การหลีกเลี่ยงยีสต์ และเชื้อราในอาหาร  ไม่ได้ทำอันตรายต่อยีสต์แคนดิดา   แต่เป็นความพยายามที่จะลดความเครียดในระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดจากสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้

 

         ดร. ซัสเซอร์ ยังแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงโยเกิร์ต  เนื่องจากมีน้ำตาลสูง  แม้ว่าจะมีแลคโตบาซิลลัสที่มีความเข้มข้นสูงซึ่งช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่ “ไม่ดี” และควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ       เขาพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอซิโดฟิลัสแบบ freeze-dried ในรูปแบบแคปซูล  มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับแบคทีเรียก่อโรคมากกว่าโยเกิร์ตดิบที่ไม่หวาน       การเจริญเติบโตของ Candida สามารถเกิดได้ด้วยการบริโภคเนื้อสัตว์, นม และสัตว์ปีก  เนื่องจากมีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างหนักในสัตว์เหล่านั้น       ร่องรอยของยาปฏิชีวนะที่ให้กับโคนม  สามารถปรากฏในน้ำนมได้ในภายหลัง     ผู้รับประทานเนื้อสัตว์ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า  เนื้อสัตว์ไม่มีการปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะ    ควรบริโภคเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกแบบออร์แกนิก (ปราศจากฮอร์โมนและยาปฏิชีวนะ) ทุกครั้งที่ทำได้       สำหรับผู้ป่วย candidiasis ควรรับประทานอาหารทะเล (ปราศจากสารพิษของปรอท) และโปรตีนจากผัก  เนื่องจากไม่เพียงแต่ปราศจากยาปฏิชีวนะเท่านั้น แต่ยังมีไขมันต่ำกว่าอีกด้วย    จากข้อมูลของ Dr Chaitow ควรเสริมทั้ง bifido-bacteria และ acidophilus ในระหว่างการรักษา candidiasis   เพื่อช่วยให้เชื้อทั้ง 2 ได้เพิ่มจำนวนในลำไส้    และสำหรับฤทธิ์ต้านเชื้อรา การเสริมแบคทีเรีย “ดี” นี้เรียกว่า “โปรไบโอติก”     ดร. Chaitow ยังแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกอื่น ๆ เช่น  แลคโตบาซิลลัส  วัลการิคัส   เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบิฟิโด และแอซิโดฟิลัส

แอลกอฮอล์

         ผู้ป่วย Candidiasis ควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ทุกชนิด  เนื่องจากประกอบด้วยน้ำตาลหมักและกลั่น  ซึ่งเป็นพิษมากกว่าน้ำตาลปกติ และเป็นอาหารให้แก่ยีสต์     ตามที่ ดร. ซัสเซอร์ กล่าวว่า  แอลกอฮอล์ยับยั้งระบบภูมิคุ้มกัน, รบกวนการทำงานของต่อมหมวกไต และสามารถทำให้คนที่เป็นแคนดิดามีอาการแย่ลง
         ผู้ป่วย candidiasis บางรายจะรู้สึก และดูเหมือนจะมีอาการมึนเมา     อาการที่ผิดปกติของคนบางคนที่เป็นโรค candidiasis ขั้นรุนแรงคือ  การมีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด  แม้ว่าจะไม่มีการบริโภคก็ตาม     ค้นพบครั้งแรกในญี่ปุ่นและเรียกว่า “โรคเมา (drunk disease)”  ซึ่งเกิดจากเชื้อรา แคนดิดา อัลบิแคน เปลี่ยนอะซิทัลดีไฮด์ (ซึ่งเป็นสารเคมีที่สร้างขึ้นโดยน้ำตาลและการหมักยีสต์) ให้เป็นเอทานอล     นี่เป็นกระบวนการที่ผู้กลั่นเบียร์โฮมเมดเข้าใจกันดี       ผู้ป่วย candidiasis ที่ยีสต์เปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์จะเมาเรื้อรัง    พวกเขาได้พัฒนาสิ่งที่เรียกกันแบบติดตลกว่า “auto-brewery syndrome”

2 Shares